รับมรดกเป็นหอพัก/ตึกเช่า ต้องทำอะไรบ้าง?

เช็กลิสต์ 5 ขั้นสำหรับทายาทที่เพิ่งได้อสังหาฯ ปล่อยเช่ามา — ตั้งแต่วันรับโอนถึงวันรับรายได้ก้อนแรก

WJ
ทีม Wang-Jai · 25 มิ.ย. 2026 · อ่าน 6 นาที
ภาพประกอบ: บ้านและตึกมรดก

การได้รับหอพักหรือตึกเช่ามาเป็น “มรดก” ฟังดูเหมือนได้รายได้สบาย ๆ แต่ความจริงคือมันมาพร้อมหน้าที่และการตัดสินใจหลายอย่างที่ทายาทหลายคนไม่รู้จะเริ่มตรงไหน บทความนี้สรุปให้เป็น 5 ขั้นตอน เพื่อให้คุณจัดการได้อย่างเป็นระบบ และเปลี่ยนทรัพย์ก้อนนี้ให้กลับมาสร้างรายได้โดยไม่กลายเป็นภาระ

ขั้นที่ 1 — โอนกรรมสิทธิ์ให้เรียบร้อยก่อน

ก่อนจะทำอะไรกับทรัพย์ได้อย่างถูกต้อง คุณต้องมีชื่อเป็นเจ้าของตามกฎหมายก่อน โดยทั่วไปเส้นทางคือ:

  • ตั้งผู้จัดการมรดก — หากมีพินัยกรรมระบุไว้ก็ดำเนินตามนั้น หากไม่มี ทายาทมักต้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อตั้งผู้จัดการมรดก
  • โอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดิน — นำคำสั่งศาล/เอกสารมรดก พร้อมโฉนด ไปดำเนินการโอนชื่อ
  • รวบรวมเอกสารของทรัพย์ — โฉนด ทะเบียนบ้าน ใบอนุญาตต่าง ๆ มิเตอร์น้ำ-ไฟ สัญญาเช่าเดิม

ขั้นตอนนี้อาจใช้เวลาเป็นเดือน โดยเฉพาะถ้าต้องผ่านศาล จึงควรเริ่มให้เร็วและปรึกษาทนายด้านมรดกเพื่อความเรียบร้อย

ขั้นที่ 2 — เข้าใจภาษีที่เกี่ยวข้อง

มรดกอสังหาฯ เกี่ยวข้องกับภาษีหลายตัว ที่ควรรู้คร่าว ๆ มีดังนี้:

  • ภาษีการรับมรดก — จะเสียก็ต่อเมื่อมูลค่ามรดกสุทธิที่ได้รับจากเจ้ามรดกรายหนึ่ง เกิน 100 ล้านบาท โดยเก็บเฉพาะส่วนที่เกิน อัตรา 5% สำหรับทายาทสายตรง (บุพการี/ผู้สืบสันดาน) และ 10% สำหรับผู้รับมรดกอื่น ๆ — ทายาทส่วนใหญ่ที่มูลค่าไม่ถึงเกณฑ์นี้จึงไม่ต้องเสีย
  • ภาษีเงินได้จากค่าเช่า — เมื่อปล่อยเช่า ค่าเช่าถือเป็น “เงินได้ประเภทที่ 5” ต้องนำไปยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยเลือก หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 30% หรือหักตามจริงก็ได้ แล้วคำนวณตามอัตราขั้นบันได
  • ภาษีหัก ณ ที่จ่าย — หากผู้เช่าเป็นนิติบุคคล (บริษัท) ผู้เช่ามักหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% จากค่าเช่า ซึ่งคุณนำมาเครดิตตอนยื่นภาษีได้
  • ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง — ทรัพย์ที่ใช้หารายได้/ปล่อยเช่ามีภาระภาษีรายปีตามอัตราที่กำหนด
หมายเหตุสำคัญ: ข้อมูลภาษีข้างต้นเป็นภาพรวมเพื่อให้เห็นว่ามีอะไรเกี่ยวข้องบ้าง ไม่ใช่คำแนะนำทางภาษี ตัวเลขและเงื่อนไขอาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรปรึกษานักบัญชีหรือกรมสรรพากรสำหรับกรณีของคุณโดยเฉพาะ

ขั้นที่ 3 — จัดระเบียบผู้เช่า สัญญา และบัญชีเดิม

ทรัพย์ที่รับมาส่วนใหญ่มักมี “ของเดิม” ที่ต้องสะสาง ลองทำเช็กลิสต์นี้:

  • มีผู้เช่าอยู่กี่ห้อง? ใครจ่ายตรง ใครค้างชำระ?
  • สัญญาเช่าเดิมเป็นแบบไหน หมดอายุเมื่อไร เงื่อนไขอะไรบ้าง
  • เงินประกัน/มัดจำของผู้เช่าแต่ละราย เก็บไว้ที่ไหน จำนวนเท่าไร
  • ค่าน้ำ-ไฟ คิดอย่างไร มีมิเตอร์ย่อยไหม มียอดค้างกับการไฟฟ้า/ประปาหรือเปล่า
  • มีพนักงานเดิมไหม (แม่บ้าน รปภ. ช่าง) สถานะการจ้างเป็นอย่างไร

การเห็นภาพรวมตรงนี้ชัดเจน จะช่วยให้คุณรู้ว่าทรัพย์อยู่ในสภาพ “พร้อมทำเงิน” หรือต้อง “เก็บกวาด” ก่อน

ขั้นที่ 4 — รู้กฎหมายผู้เช่าที่เปลี่ยนไป

จุดที่ทายาทหลายคนพลาด คือไม่รู้ว่ากฎหมายคุ้มครองผู้เช่าเข้มขึ้น ตั้งแต่ปี 2568 ผู้ที่ปล่อยเช่าตั้งแต่ 3 ห้อง/ยูนิตขึ้นไป เข้าข่าย “ผู้ประกอบธุรกิจที่ควบคุมสัญญา” ซึ่งมีข้อกำหนด เช่น

  • เก็บเงินประกันได้ ไม่เกิน 3 เดือน ของค่าเช่า
  • ห้ามใส่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมบางอย่าง (เช่น ขึ้นค่าเช่าโดยพลการ ริบเงินประกันไม่เป็นธรรม)
  • ต้องคืนเงินประกันภายในกำหนดเมื่อผู้เช่าย้ายออก

หากดูแลเองโดยไม่รู้กฎเหล่านี้ อาจเสี่ยงทำผิดโดยไม่ตั้งใจ และมีปัญหากับผู้เช่าได้

ขั้นที่ 5 — ตัดสินใจ: ดูแลเอง หรือ ให้มืออาชีพดูแลแทน

เมื่อเห็นภาพทั้งหมดแล้ว คำถามสุดท้ายคือ คุณมีเวลาและพร้อมจะเป็น “ผู้จัดการตึก” ด้วยตัวเองไหม ลองชั่งดู:

  • ดูแลเอง — ประหยัดค่าบริหาร แต่ต้องลงเวลา ตามช่าง ตามผู้เช่า ตามบิล และเรียนรู้กฎหมาย-ภาษีเอง เหมาะกับคนที่มีเวลาและอยู่ใกล้ทรัพย์
  • จ้างบริหาร — มีค่าบริการ แต่ได้เวลาชีวิตคืน มีระบบ มีคนรับผิดชอบ เหมาะกับคนที่มีงานประจำ อยู่ไกล หรือไม่อยากปวดหัวกับงานจุกจิก

ไม่มีคำตอบที่ถูกสำหรับทุกคน ขึ้นอยู่กับเวลา ความถนัด และระยะห่างจากทรัพย์ของคุณ สิ่งสำคัญคืออย่าปล่อยให้ทรัพย์ “ลอยไว้เฉย ๆ” เพราะทุกเดือนที่ห้องว่างหรือบริหารไม่เป็นระบบ คือรายได้ที่หายไป

ไม่อยากดูแลเอง แต่ก็ไม่อยากขายทิ้ง?

Wang-Jai Management Property รับดูแลหอพัก-อพาร์ตเมนต์แทนคุณครบวงจร โปร่งใส รายงานทุกเดือน — คุยฟรี 15 นาที เราช่วยประเมินทรัพย์ที่คุณรับมาให้

ปรึกษาฟรี →

บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง